การจัดการตามหลักวิทยาศาสตร์ (Scientific Management)

SPONSORED LINKS

ในช่วงเวลาประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 เป็นช่วงเวลาที่มีการขยายตัวของธุรกิจ โดยยกระดับจากธุรกิจเพื่อครัวเรือนเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายมากขึ้น โรงงานมีการขยายตัว สิ่งที่เป็นเด็นในช่วงเวลานั้น คือ ทำอย่างไรจึงจะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยผู้เชี่ยวชาญได้ศึกษาถึงวิธีการที่จะเพิ่มผลการทำงานของพนักงานโดยเฉพาะในโรงงาน การศึกษานี้นำมาสู่มุมมองการจัดการตามหลักวิทยาศาสตร์โดยนักคิดที่โดดเด่นในมุมมองแนวคิดนี้ ได้แก่ เฟรดเดอริก เทย์เลอร์ (Frederick Taylor ค.ศ.1856-1915) แฟรงค์ กิลเบิร์ธ (Frank Gilbreth ค.ศ.1868-1924) ลิลเลี่ยน กิลเบิร์ธ (Lillian Gilbreth) ค.ศ.1878-1972) และ เฮนรี่ แกนท์ (Henry Gantt ค.ศ.1861-1919)

เฟรดเดอริก เทย์เลอร์ (Frederick Taylor) นับว่ามีบทบาทที่สำคัญมากในการเกิดขึ้นของมุมมองนี้ ด้วยเหตุนี้ เฟรดเดอริก เทย์เลอร์ จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาการจัดการตามหลักวิทยาศาสตร์ ตามความหมายในยุคแรกเริ่มนั้น การจัดการตามหลักวิทยาศาสตร์ หมายถึง การจัดการตามมาตรฐานการดำเนินงานที่ถูกสร้างขึ้นจากข้อเท็จจริงที่ได้จากการสังเกตอย่างมีแบบแผน การทดลอง หรือการใช้เหตุผล ซึ่งจะเห็นว่ามุมมองการจัดการนี้เกิดจากการศึกษาและทดลองที่คล้ายกับหลักการศึกษาทางวิทยาศาสตร์จึงทำให้มุมมองการจัดการนี้ถูกเรียกขานว่าการจัดการตามหลักวิทยาศาสตร์ โดยที่ เฟรดเดอริก เทย์เลอร์ ซึ่งในขณะนั้นทำงานเป็นหัวหน้าวิศวกรเครื่องจักรกลในสำนักงานที่ บริษัท Midvale Steel ได้สังเกตและพบว่าคนงานยังทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพซึ่ง เฟรดเดอริก เทย์เลอร์ เรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “Soldiering” โดย เฟรดเดอริก เทย์เลอร์ ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากเหตุผลหลัก 3 ประการ คือ ประการที่หนึ่ง พนักงานกลัวว่าหากเพิ่มผลิตผลในการทำงานแล้ว ความต้องการจำนวนพนักงานในโรงงานจะลดลง ซึ่งจะทำให้คนงานและเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆอาจสูญเสียงาน ประกานที่สอง เกิดจากระบบการจ่ายค่าแรงที่ไม่จูงใจพนักงาน และประการสุดท้าย คือ วิธีการทำงานที่ใช้กันอยู่ยังไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น เฟรดเดอริก เทย์เลอร์ จึงได้นำเอาหลักวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยศึกษาและปรับปรุงการจัดการ และเสนอหลัก 4 ประการ ของการจัดการตามหลักวิทยาศาสตร์ ได้แก่ การใช้การสังเกต ทดลอง เพื่อหาวิธีการทำงานที่ดีที่สุด (One Best Way) สำหรับการทำงานนั้นๆนอกจากนั้น เฟรดเดอริก เทย์เลอร์ ยังเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาเวลาและการเคลื่อนไหว (Time-and-motion Study) ในการหาวิธีการที่ดีที่สุดในการทำงานหนึ่งๆ โดยวิเคราะห์ว่าในการทำงานนั้น ต้องประกอบด้วยการเคลื่อนไหวใดบ้างที่จำเป็น การเคลื่อนไหวใดไม่จำเป็นก็จะถูกตัดออกไป หาเวลาในการทำงานนั้น และกำหนดผลผลิตที่ควรจะทำได้ต่อวัน

หลัก 4 ประการ ของการจัดการตามหลักวิทยาศาสตร์

  1. ศึกษาพัฒนาวิธีการทำงานอย่างมีหลักการเพื่อหาวิธ๊การทำงานที่ดีสุดในการทำงานนั้น
  2. คัดเลือกพนักงานตามหลักการและฝึกอบรมให้พนักงานทำงานตามหลักการที่วางไว้
  3. ประสานกับพนักงานเพื่อให้แน่ใจได้ว่าพนักงานได้ทำงานตามวิธีการทำงานที่ดีที่สุด
  4. แบ่งงานและความรับผิดชอบให้เท่ากันระหว่างฝ่ายจัดการและพนักงาน โดยฝ่ายจัดการมีหน้าที่ในการวางแผนวิธีการทำงานตามหลักวิทยาศาสตร์ และพนักงานมีหน้าที่ทำตามแผนที่วางไว้

อีกสิ่งหนึ่งที่นับว่าเป็นผลงานชิ้นสำคัญของ เฟรดเดอริก เทย์เลอร์ คือ ระบบค่าตอบแทนรายชิ้น (Piece rate-pay) นั่นคือ เป็นการใช้ค่าตอบแทนเป็นการจูงใจพนักงานให้เพิ่มผลผลิตในการทำงาน โดยตามระบบนี้พนักงานจะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเมื่อทำงานได้เกินกว่าจำนวนงานที่กำหนดไว้ ซึ่ง เฟรดเดอริก เทย์เลอร์เชื่อว่าการบริหารธุรกิจตามแนวทางนี้จะเป็นผลดีทั้งกับองค์การธุรกิจที่เพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) และกับพนักงานที่จะได้ค่าตอบแทนมากขึ้นตามผลงานที่ทำ

อย่างไรก็ตาม เฟรดเดอริก เทย์เลอร์ ได้ถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตีว่าวิธีการจัดการตามหลักวิทยาศาสตร์นี้เป็นการเอาเปรียบพนักงานโดยทำให้พนักงานทำงานมากขึ้น และส่งผลให้ความต้องการจำนวนแรงงานในโรงงานลดลง จนถึงกับมีการนัดหยุดงาน และได้มีการไต่สวนความผิดของหลักการจัดการตามหลักวิทยาศาสตร์ ซึ่งผลการไต่สวนสรุปว่า ไม่มีหลักฐานใดที่ชี้ชัดว่าระบบเทย์เลอร์ (Taylorism) ได้หาผลประโยชน์อย่างไม่ถูกต้องจากพนักงาน การจัดการตามหลักวิทยาศาสตร์ไม่เพียงแต่ได้การยอมรับในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังแพร่หลายไปยังยุโรปในหลายประเทศ

นอกจากเฟรดเดอริก เทย์เลอร์แล้ว แฟรงค์และลิลเลี่ยน กิลเบิร์ธเป็นคู่สามี-ภรรยา ที่สนับสนุนแนวคิดการจัดการตามหลักวิทยาศาสตร์ที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพในการทำงาน แฟรงค์ผู้ซึ่งถูกตอบรับเข้าเรียนที่ Massachusetts Institute of Technology (M.I.T) แต่ไม่ได้เข้าเรียนเพราะ แฟรงค์ต้องการเป็นช่างก่ออิฐที่เก่งที่สุดในโลก เนื่องจากความสำคัญของงานก่อสร้างในสมัยนั้น โดยแฟรงค์ได้ใช้หลักการเวลาและการเคลื่อนไหวช่วยในการปรับปรุงกระบวนการก่ออิฐ และงานอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ส่วนลิลเลี่ยนได้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาแนวคิดจิตวิทยาอุตสาหการ ซึ่งเป็นการนำหลักการทางด้านจิตวิทยามาใช้ในอุตสาหกรรม แฟรงค์และลิเลี่ยนนำหลักการจัดการตามหลักวิทยาศาสตร์มาใช้ทั้งชีวิตส่วนตัวและการทำงาน จากที่ทั้งคู่มีลูก 12 คน เพราะเชื่อการว่าเหมาโหลถูกกว่า รวมทั้งการดำเนินชีวิตประจำวันที่มุ่งเน้นการมีประสิทธิภาพ ส่วนในเรื่องงานทั้งแฟรงค์และลิลเลี่ยน ได้พัฒนาเทคนิคและวิธีการต่างๆ ในการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งถึงแม้หลังจากที่แฟรงค์เสียชีวิตแล้ว ลิลเลี่ยนก็ยังคงทำงานเป็นที่ปรึกษาและสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยในเรื่องหลักการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

บุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่งในแนวคิดการจัดการนี้คือ เฮนรี่ แกนท์ (Henry Gantt) ผู้ซึ่งเคยร่วมงานกับเฟรดเดอริก เทย์เลอร์ มาก่อน และต่อมาได้ปรับปรุงระบบการจ่ายค่าตอบแทนรายชิ้น (Piece – rate-pay) เพราะเขาคิดว่าเป็นการกดดันคนงานมากเกินไป โดยเขาได้เสนอแนวคิดการจ่ายค่าตอบแทนแบบอัตรารายวันรับประกัน (Guaranteed Day Rate) นั้นคือพนักงานรู้ค่าแรงขั้นต่ำสุดที่ตนจะได้รับในแต่ละวัน และจะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นอีกจากค่าแรงนั้นเมื่อทำงานได้เกินกว่ามาตรฐานผลการทำงานที่ตั้งไว้ และ แกนท์ ยังได้รับคิดค้นเทคนิคสำหรับการเพิ่มผลลัพธ์การทำงานที่เรียกว่า ผังแกนท์ (Gantt Chart) ขึ้น เพื่อใช้ช่วยในการจัดการตารางในการทำงานของพนักงานหรือโครงการ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังใช้อยู่เพื่อช่วยในการวางแผนตารางการทำงาน

SPONSORED LINKS

About Articlekey

Check Also

บัตรเดบิต Crypto Cashback เปิดตัวในรัสเซียสำหรับผู้ค้าปลีกอาหารอินทรีย์ในท้องถิ่น

TalkBank ซึ่งเป ...