ความคิดการจัดการแบบคลาสสิก (Pre-classical Perspective)

SPONSORED LINKS

หากมองย้อนไปเมื่อแรกเริ่มของการศึกษาการจัดการ เมื่อปี ค.ศ. 1776 อดัม สมิธ (Adam Smith) ได้เขียนหนังสือชื่อ “The Wealth of Nations” ที่ว่าด้วยการที่ประเทศและสังคมสามารถสร้างความได้เปรียบจากการแบ่งงานกันทำ (Division of Labor) ซึ่งหมายถึง การแบ่งงานออกเป็นส่วนงานย่อยๆ และให้คนทำงานในขอบเขตของงานนั้น ซึ่งจะนำมาสู่ความเชี่ยวชาญและความรวดเร็วในการทำงาน อดัม สมิธ ใช้การผลิตเข็มหมุดเป็นตัวอย่างการอธิบายแนวความคิดนี้ โดย อดัม สมิธ กล่าวว่า หากคน 10 คนแบ่งกันทำงานในส่วนที่ตนเองมีความเชี่ยวชาญในกระบวนการทำเข็มหมุดแล้ว ในเวลา 1 วัน จะผลิตเข็มหมุดได้ถึง 48,000 เล่ม แต่ถ้าหากแต่ละคนต่างทำทุกอย่างในการผลิตเข็มหมุดแล้วจะผลิตได้รวมกันจะผลิตเข็มหมุดได้เพียง 10 เล่มต่อวัน ซึ่ง อดัม สมิธ สรุปว่าการแบ่งงานกันทำจะนำมาสู่ความเชี่ยวชาญในการทำงาน (Job Specialization) อันนำมาสู่ความรวดเร็วในการทำงาน

โดยช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับการเกิดขึ้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) ซึ่งมีการเปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรรมเป็นสังคมอุตสาหกรรม การผลิตไม่เพียงไว้ใช้ในครัวเรือนเท่านั้น แต่ยังผลิตแล้วนำมาขายในตลาด ประกอบกับความสำเร็จของการประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำ การขนส่งทางรถไฟฟ้าทำให้อุตสาหกรรมรุกหน้าไปมาก มีโรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้นจำนวนมาก และเป็นที่มาของความจำเป็นที่จะศึกษาการจัดการ โดยนักคิดที่สำคัญในช่วงเวลานี้ได้แก่

โรเบิร์ต โอเวน (Robert Owen) ค.ศ. 1771-1858
โรเบิร์ต โอเวน เป็นนักปฏิรูปและนักอุตสาหกรรมชาวอังกฤษ และนับว่าเป็นผู้จัดการคนแรกที่เห็นความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ ในสมัยก่อนช่วงเวลานี้ พนักงานในโรงงานถูกมองเหมือนเป็นเครื่องจักรชนิดหนึ่งของโรงงาน แต่โรเบิร์ต โอเวน ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของโรงงานเชื่อว่าคนไม่ว่าจะเป็นใครก็ควรได้รับการให้เกียรติ ดังนั้นโรเบิร์ต โอเวน จึงเป็นบุคคลแรกๆ ที่จัดสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีให้คนงาน เพิ่มอายุเกณฑ์ขั้นต่ำของเด็กที่ทำงาน จัดหาอาหารให้พนักงาน และลดเวลาการทำงานลงโดยโอเวนเชื่อว่าการที่ฝ่ายจัดการให้การดูแลใส่ใจพนักงานแล้วจะนำมาสู่ผลการทำงานที่ดีขึ้น

ชาร์ลส์ แบบเบจ (Charles Babbage) ค.ศ. 1792-1871
ชาร์ลส์ แบบเบจ เป็นนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้ซึ่งให้ความสนใจกับประสิทธิภาพการผลิต โดยได้เขียนหนังสือที่ชื่อ “On the Economy of Machinery and Manufactories” ชาร์ลส์ แบบเบจ เชื่อในหลักการแบ่งงานกันและใช้หลักการทางคณิตศาสตร์ช่วยในการจัดการโรงงานและวัตถุดิบให้มีประสิทธิภาพ แต่ในขณะเดียวกัน ชาร์ลส์ แบบเบจ ก็ไม่ได้มองข้ามทรัพยากรมนุษย์ โดยชาร์ลส์ แบบเบจ เข้าใจความสำคัญของการที่ฝ่ายจัดการและคนงานทำงานร่วมกันอย่างปรองดอง และนำเครื่องมือการบริหารผลตอบแทนมาใช้ที่ทุกวันนี้รู้จักกันดีในชื่อของแผนการแบ่งกำไร (Profit-Sharing Plan) ซึ่งนับว่าชาร์ลส์ แบบเบจ มีความคิดก้าวหน้าทางด้านการจัดการในสมัยนั้นอย่างมาก

เฮนรี ทาวน์ (Henry Towne) ค.ศ. 1844-1924
เฮนรี ทาวน์ มีพื้นฐานการศึกษาด้านวิศวกรและดำรงตำแหน่งเป็นประธานบริษัท Yale and Towne Manufacturing Company เป็นผู้ซึ่งเชื่อว่าการที่จะจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้จัดการควรสามารถผสมหลักการทางด้านวิศวกรรมกับหลักการทางธุรกิจ ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มของการศึกษาศาสตร์ทางการจัดการอย่างจริงจังและเป็นการจุดประกายแนวคิดของการศึกษาการจัดการในเวลาต่อมา

สรุปภาพรวมของแนวคิดในช่วงก่อนการจัดการแนวคลาสสิก
แนวคิดการจัดการในมุมมองนี้ ยังเป็นแนวความคิดที่กระจัดกระจาย ยังไม่มีหลักไปในทางเดียวกันแต่ละแนวทางเกิดขึ้นสำหรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้แนวคิดการจัดการนี้จะเกิดขึ้นมานานกว่า 200 ปีแล้ว แต่แนวทางเหล่านั้นไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ การจ่ายค่าตอบแทนแบบจูงใจก็ยังเป็นวิธีการปฏิบัติขององค์การธุรกิจในปัจจุบัน

SPONSORED LINKS

About Articlekey

Check Also

Kin ประกาศโครงการพัฒนาระบบนิเวศ Kin

เมื่อปีพ. ศ. 25 ...