“ชอบกินของหวานแล้วจะเป็นเบาหวาน” จริงหรือไม่

SPONSORED LINKS

“ชอบกินของหวานแล้วจะเป็นเบาหวาน” จริงหรือไม่

ผมได้ยินบ่อยๆว่าสมัยนี้ “มีคน 20 ล้านคนเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน” และคิดว่ามีหลายคนที่ไปตรวจสุขภาพแล้วหมอก็บอกว่า “ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้จะเป็นเบาหวาน”

95% ของผู้ป่วยเบาหวานในญี่ปุ่นเป็น “เบาหวานประเภท 2 (type 2 diabetes)” ซึ่งเกิดจากร่างกายผลิตฮอร์โมนอินซูลินผิดปกติ หรือร่างกายมีภาวะดื้อต่ออินซูลินแม้ว่าตับอ่อนจะผลิตฮอร์โมนชนิดนี้เป็นปกติ หรือเกิดจากฮอร์โมนอินเครตินซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งอินซูลินทำงานผิดปกติ พบว่าผู้ป่วยเบาหวานประเภทนี้มักจะอ้วนลงพุง (central obesity) ไม่มีหลักฐานใดพิสูจน์ว่า “ความเครียด แอลกอฮอล์ ของหวาน” เป็นสาเหตุให้เกิดโรคเบาหวานโดยตรง เรียกว่าเป็นโรคที่ยังเต็มไปด้วยปริศนาครับ

เกณฑ์มาตรฐานสมาคมโรคเบาหวานแห่งญี่ปุ่นกำหนดไว้ว่า ค่าน้ำตาลในเลือดตอนท้องว่าง (ค่าน้ำตาลกลูโคสในเลือด) ต้องไม่เกิน 110 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dl) และตัวเลขหลังทดสอบการตอบสนองของฮอร์โมนอินซูลินต่อระดับน้ำตาลในเลือด หรือการทดสอบความทนทานต่อน้ำตาล (ค่าหลังจากดื่มน้ำหวาน 2 ชั่วโมง) ต้องไม่เกิน 140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถ้าตัวเลขเกิน 126 ตอนท้องว่าง และเกิน 200 หลังทดสอบความทนทานต่อน้ำตาล นั่นคือคุณเป็นโรคเบาหวาน ส่วนค่าตัวเลขระหว่างนั้นคือมีความเสี่ยง

ความน่ากลัวของโรคเบาหวานคือหากน้ำตาลในเลือดสูงก็จะทำให้เส้นเลือดเปราะ ความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายหรือเส้นเลือดในสมองตีบก็จะมากขึ้นจนเกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่าย เช่น จอตาฉีกขาดจนตาบอด โรคไต ปลายประสาทอักเสบ

ทุกปีมีคนประมาณ 3,000 คนต้องกลายเป็นผู้ที่มีประสาทการมองเห็นบกพร่องจากภาวะ “เบาหวานขึ้นจอประสาทตา (diabetic retinopathy)” นอกจากนี้สาเหตุหลักที่ต้องมีการฟอกเลือดก็เพราะเป็น “โรคไตจากเบาหวาน” ทำให้คนไข้หน้าใหม่กว่า 10,000 คนเข้ามารับการฟอกเลือดทุกปี ส่วน “ภาวะปลายประสาทอักเสบ” ส่งผลให้แขนขาเป็นเหน็บชา อั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือรุนแรงจนถึงขั้นกล้ามเนื้อแขนขาตาย

เบาหวานไม่ใช่โรคที่จะมีอาการให้เรารับรู้ได้ด้วยตัวเอง กว่าจะแสดงอาการก็เป็นหนักแล้วจึงยากจะรักษาให้หายสนิท ดังนั้นเมื่อตรวจสุขภาพแล้วพบว่าค่าน้ำในเลือดสูง ก็คือสัญญาณการข่มขู่ว่า “ขืนยังปล่อยไว้อย่างนี้ จะไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว….” ถึงอย่างนั้นการกินยาเพื่อลดค่าน้ำตาลในเลือดก็ยิ่งอันตรายนะครับ

เดินออกกำลังกายโดยไม่ต้องพึ่งยา!

ข้อมูลการรักษาด้วยวิธีการออกกำลังกาย ทำให้รู้ว่ามีหลายคนที่ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงเมื่อหันมาเอาใจใส่ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (cardio) เช่น เดิน จ๊อกกิ้ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ ยืดเหยียดร่างกาย เต้นแอโรบิก ตีเทนนิส ตีแบด เป็นต้น

การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอคือการออกกำลังกายแบบ “แอโรบิก” นั่นเอง คำว่า “คาร์ดิโอ” หมายถึง “หัวใจ” เพราะการออกกำลังกายรูปแบบนี้จะไม่เน้นการใช้พลังจากมัดกล้ามเนื้อในระดับรุนแรง แต่มุ่งเน้นไปที่การเคลื่อนร่างกายเพื่อให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ซึ่งเมื่อออกกำลังกายจนถึงระดับคาร์ดิโอ อัตราการเต้นของหัวใจจะเพิ่มขึ้น 60-85% เมื่อเทียบกับอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด

การออกกำลังกายให้พอดีเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายไม่เฉื่อยชา ถ้าคุณมี “ระดับน้ำตาลในเลือดสูง” ก็ลองเดินบ่อยๆ ดูนะครับ การออกกำลังกายวิธีนี้ยังช่วยให้เลือดไหลเวียนไปทั่วร่างกายได้อย่างราบรื่นอีกด้วย ดีต่อร่างกายหลายอย่างครับ

SPONSORED LINKS

About Articlekey

Check Also

อยากเริ่มเทรดทองแต่ไม่กล้า

🤜กลัวโดนกั๊กราค ...