“ความเชื่อ” ช่วยใครไม่ได้

SPONSORED LINKS

“ความเชื่อ” ช่วยใครไม่ได้

จากคำกล่าวของคนที่เป็นหมอ 40 ปี ได้พูดไว้ “ยิ่งใครไปหาหมอบ่อยๆ ชีวิตก็จะยิ่งสั้นลงได้ง่ายจากยาและกระบวนการรักษา”

ยิ่งไปหาหมอ หมอก็ยิ่งตรวจ ทำให้พบ “ความผิดปกติ” มากขึ้น สุดท้ายก็จบที่การกินยาหรือผ่าตัด อยู่ดีไม่ว่าดีหากตรวจพบเนื้อร้ายหรือมะเร็ง หมอก็จะแนะนำให้ตัดกระเพาะอาหารหรือมดลูกอันแสนสำคัญทิ้ง หรือไม่ก็จะบอกให้ “ผ่าตัด ทำเคมีบำบัด แล้วฉายรังสีตามมาตรฐานการรักษา” ซึ่งการทำเคมีบำบัดเพื่อทำลายเซลล์นั้นทรมานเจียนตาย ทั้งเครียด ทั้งลำบาก มีแต่สิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกายและจิตใจทั้งนั้น

ตัวยาเกือบทุกชนิดไม่มีสรรพคุณในการรักษาโรคด้วยซ้ำ แต่กลับก่อให้เกิดผลข้างเคียงใหญ่หลวง แม้แต่ยาแก้หวัดยาลดไข้ก็ทำให้เกิดอาการแพ้รุนแรง (เป็นอันตรายถึงชีวิตได้) ที่ญี่ปุ่นมีคนไข้ถึง 588 คน จาก 86,800 คนที่ต้องเสียชีวิตหลังจากยินยอมให้ใช้ยา Iressa (ชื่อการค้าของยารักษามะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กหรือมะเร็งชนิดอื่นๆ) ตลอดระยะเวลา 3 ปี เรียกว่ายาน่ากลัวกว่ามะเร็งเสียอีก

นอกจากนี้การใช้มีดผ่าตัดช่องท้องและไปสัมผัสเยื่อบุช่องท้องมากเข้าๆ จะทำให้เยื่อบุช่องท้องเป็นแผลทันที จนส่งผลให้อวัยวะต่างๆ ถูกรั้งให้ตึงหรือติดกัน เกิดเป็นเนื้อเยื่อที่ผิดปกติจนกลายเป็น “พังผืดในช่องท้อง” ซึ่งจะทำให้ช่องท้องหดตัวจนเกิดอาการปวดแสนสาหัส และเมื่อเยื่อหุ้มเซลล์ปกติเสียหายอวัยวะต่างๆ เคลื่อนไปจากตำแหน่งปกติ เซลล์มะเร็งก็อาจจะเข้ามายึดเกาะและแพร่กระจายได้ง่าย

ตัวผมเองตอนเพิ่งเป็นหมอใหม่ๆ ก็เคยเชื่อว่ามะเร็งรักษาได้ด้วยการผ่าตัดและทำเคมีบำบัด ทว่าหลังจากเฝ้าสังเกตคนไข้มาหลายราย ผมจึงตระหนักได้ว่า “แม้จะตัดอวัยวะภายในทิ้ง ก็ไม่หายจากการเป็นมะเร็ง และวิธีเคมีบำบัดรังแต่จะทำให้ทรมาน” ดังนั้นจะเชื่อหมอที่รักษาอย่างง่ายดายไม่ได้เสมอไปนะครับ ว่ากันว่าพระเจ้าช่วยเหลือคนที่ศรัทธา แต่สิ่งสำคัญสำหรับการรักษาทางการแพทย์อาจไม่ใช่ศรัทธาหรือความเชื่อ แต่เป็น “การคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล” มากกว่าครับ

SPONSORED LINKS

About Articlekey

Check Also

Locid Motors อยู่ระหว่างการเจรจาสร้างโรงงานรถยนต์ EV ในซาอุดีอาระเบีย

Locid Motors อย ...

Translate »