การอยู่นิ่งกับที่

SPONSORED LINKS

ภาวะการอยู่นิ่งกับที่หรือขยับร่างกายได้น้อย ส่วนหนึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามวัฏสงสาร โดยในช่วงระยะเจ็บป่วยทุพพลภาพก่อนวาระสุดท้ายของชีวิต ถ้าไม่นับผู้ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือเสียชีวิตอย่างกันทันหัน ผู้ป่วยทุกคนจะอยู่ในภาวะนี้ แต่บางคนอาจอยู่ในภาวะนี้เป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา การอยู่นิ่งกับที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยอาจเกิดได้จากสาเหตุทางกาย สาเหตุทางจิตใจ และปัจจัยของสิ่งแวดล้อม

สาเหตุทางกาย

โรคในระบบต่างๆ ที่อาจทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ดีจนต้องอยู่นิ่งกับที่ ที่พบบ่อยได้แก่

  • โรคระบบกล้ามเนื้อและข้อต่อกระดูก เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือปวดข้อโดยเฉพาะจากข้อเข่าเสื่อม ถือเป็นความผิดปกที่พบบ่อย
  • โรคระบบประสาทที่พบบ่อย ได้แก่ โรคอัมพฤกษ์จากหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก ทำให้แขนขาไม่มีแรงหรือเดินเซภาวะสมองเสื่อมทำให้ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันลดลง โรคพาร์คินสันที่ทำให้ร่างกายมีอาการแข็งเกร็ง ก้าวขาไม่ออก สั่น เคลื่อนไหวช้า และเดินไม่คล่อง ผู้ป่วยจึงไม่ลุกเดิน หรือโรคของไขสันหลังที่ทำให้ขาไม่มีแรงเดิน
  • โรคระบบไหลเวียนเลือดและหัวใจ เช่น หัวใจวายทำให้เหนื่อยง่ายความดันตกเวลาลุกขึ้นยืนจึงมีอาการหน้ามืด โรคหลอดเลือดหัวใจทำให้เจ็บแน่นหน้าอกเวลาเดิน หลอดเลือดแดงที่ขาตีบทำให้ปวดขาเวลาเดิน
  • โรคในระบบทางเดินหายใจ เช่นถุงลมโป่งพอง ทำให้มีอาการหอบเหนื่อยเวลาเดินออกำลัง
  • โรคตา ทำให้มองเห็นไม่ชัด ผู้ป่วยจึงไม่กล้าเดิน
  • โรคอื่นๆ เช่น ซีดหรือเลือดจางทำให้เหนื่อยเพลียเวลาเดินออกกำลังการขาดสารอาหารทำให้ไม่มีแรงเดิน การนอนอยู่บนเตียง ไม่ได้เดินเป็นเวลานานๆ ทำให้กล้ามเนื้อไม่มีแรง ลุกขึ้นแล้วหน้ามืดเดินไม่ไหว ภาวะนี้พบได้บ่อยในผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยด้วยโรคที่ทำให้เดินไม่ไหว เมื่อต้องลุกเดินหลังหายจากโรคดังกล่าวแล้ว ก็ยังไม่สามารถเดินได้ทันที
  • ยาบางชนิดมีผลข้างเคียงที่ทำให้ผู้ป่วยอยู่นิ่งกับที่ เดินได้ไม่ดี ไม่ว่าจะผ่านกลไกใดของร่างกายก็ตาม เช่น ยานอนหลับอาจทำให้ง่วงซึม ไม่ตื่นและยางชนิดที่มีผลให้ความดันต่ำลงเวลาลุกยืน

สาเหตุทางจิตใจ

ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าอาจรู้สึกหดหู่ ซึมเศร้า ไม่อยากทำกิจกรรมใดๆ ทำให้ไม่อยากลุกเดิน ผู้สูงอายุบางคนที่เคยหกล้มมาก่อน อาจกลัวการหกล้มอีก จึงไม่กล้าลุกเดิน

ปัจจัยของสิ่งแวดล้อม

บางครั้งผู้ดูแลผู้สูงอายุ รวมทั้งบุคคลากรทางการแพทย์อาจมีส่วนทำให้ผู้ป่วยไม่ได้ลุกเดิน เช่น ถ้าผู้ป่วยเคยหกล้มหรือเดินเซๆ ผู้ดูแลอาจเกรงว่าผู้ป่วยจะหกล้มอีก จึงไม่ให้ผู้ป่วยลุกเดิน หรือการที่ผู้ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ขอบกั้นเตียง สายน้ำเกลือ สายสวนปัสสาวะ สายให้อาหารทางจมูก อาจทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถลุกเดินได้สะดวก

นอกจากนี้การที่ผู้สูงอายุไม่มีอุปกรณ์ช่วยเดินที่เหมาะสม อาจทำให้ผู้ป่วยเดินได้ไม่มั่นคง ผู้ป่วยจึงไม่ยอมเดิน สภาพแวดล้อมภายในบ้านที่ไม่สะดวกต่อการเดินไปมาก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่ง เช่น พื้นมีขั้นหรือต้องขึ้นลงบันได

ปัญหาแทรกซ้อน

การที่ร่างกายไม่ได้เคลื่อนไหวจนถึงกับอยู่ติดเตียง อาจส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ของร่างกายดังนี้

  • ระบบผิวหนัง เกิดแผลกดทับในบริเวณที่น้ำหนักกดลงไปมาก เช่น ก้นกบ ตาตุ่ม ส้นเท้า ในบางรายที่มีกระดูกหลังโก่งมาก อาจเกิดแผล กดทับในบริเวณดังกล่าวได้
  • ระบบข้อต่อ กระดูก และกล้ามเนื้อ ถ้าผู้ป่วยไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายนานๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อฝ่อลีบหรือข้อยึด นอกจากนี้ การที่ไม่ได้มีการลงน้ำหนักตัวบนกระดูก ยังอาจทำให้เกิดกระดูกพรุนได้
  • ระบบการไหลเวียนเลือด ผู้ป่วยที่นอนราบอยู่นานๆ เมื่อต้องลุกขึ้นอาจมีความดันโลหิตลดช่วงที่เพิ่งลุกเปลี่ยนท่าได้ ทำให้มีอาการมึนงง เวียนศีรษะ หน้ามืด ทรงตัวไม่ดี และอาจเกิดการหกล้มได้ นอกจากนี้การที่ไม่ได้มีการเคลื่อนไหวของแขนขา ยังอาจทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดีเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ โดยสังเกตได้จากการที่ผู้ป่วยจะมาขาบวมข้างหนึ่ง ลิ่มเลือดอุดตันนี้อาจหลุดไปอุดหลอดเลือดที่ปอด ซึ่งเป็นภาวะที่มีอันตรายมาก เพราะจะทำให้เกิดอาการหอบเหนื่อยอย่างทันทีทันใด หรืออาจช็อกได้
  • ระบบทางเดินหายใจ การนอนอยู่กับที่ทำให้การถ่ายเทอากาศในปอดไม่ดีเหมือนเดิม มีโอกาสเกิดปอดแฟบได้ในบางส่วน โดยเฉพาะในผู้ที่มีเสมหะมาก เสมหะอาจอุดตันหลอดลมในปอดได้
  • ระบบทางเดินอาหาร ผู้ที่ต้องนอนอยู่กับที่นานๆ อาจเบื่ออาหารได้เนื่องจากการเคลื่อนไหวของลำไส้ลดลง อาจมีอาการท้องผูกหรือบางรายถึงกับมีอุจจาระอุดในบริเวณทวารหนัก
  • ระบบทางเดินปัสสาวะ การที่ไม่เคลื่อนไหวอาจทำให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ปัสสาวะคั่งค้างถ่ายออกได้ไม่หมด และมีการตกตะกอนของสารต่างๆ ในน้ำปัสสาวะ เกิดเป็นนิ่วขึ้นได้ นอกจากนี้ผู้ที่ไม่ได้เคลื่อนไหวยังอาจปัสสาวะเล็ดราดกลั้นไม่อยู่ได้
  • ระบบเมแทบอลิก ผู้ป่วยอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของส่วนประกอบต่างๆ ในร่างกายได้ เช่น ปริมาตรของสารพลาสมาในเลือดลดลง สมดุลไนโตรเจนลดลง ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น ร่างกายจัดการกับยาที่ได้รับไม่เหมือนเดิม
  • จิตใจและอารมณ์ การเคลื่อนไหวไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยมีอารมณ์ซึมเศร้า โดยจะเฉื่อย เฉย ไม่สนใจในสิ่งที่เคยสนใจอยู่เดิม รู้สึกเศร้าหมอง หรือท้อแท้ สิ่งแวดล้อมที่ผู้ป่วยรับรู้ได้จะลดลงคือ การมองเห็นหรือได้ยินเป็นเฉพาะบริเวณในห้องที่ผู้ป่วยอยู่เท่านั้น รวมถึงผู้ป่วยอาจมีอาการสับสนได้ง่าย
SPONSORED LINKS

About Articlekey

Check Also

Kin ประกาศโครงการพัฒนาระบบนิเวศ Kin

เมื่อปีพ. ศ. 25 ...