โรคไมเกรน

SPONSORED LINKS

ถึงแม้ว่าโรคไมเกรนส่วนใหญ่จะดีขึ้นหรือหายไปเมื่ออายุมากขึ้น แต่ก็ยังมี 1 ใน 3 ของผู้ป่วยที่ยังคงมีอาการแม้สูงอายุ นอกจากนี้ผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคไมเกรนมาก่อน อาจเพิ่งเริ่มมีอาการเมื่ออายุมากกว่า 50 ปี ถึงร้อยละ 2-3 และผู้สูงอายุหญิงยังมีโอกาสเป็นได้มากกว่า ผู้สูงอายุชายประมาณ 2 เท่า โดยทั่วไปอุบัติการณ์ของโรคไมเกรนในผู้ป่วยสูงอายุมีตั้งแต่ร้อยละ 2.9-10.5

อาการของโรคไมเกรนในผู้สูงอายุจะเปลี่ยนแปลงได้ โดยพบว่าความรุนแรงของโรคมักลดลง การเป็นซ้ำๆ ลดลง และไม่ค่อยมีอาการคลื่นไส้อาเจียนเท่าผู้ป่วยหนุ่มสาว นอกจากนี้ โอกาสเกิดอาการนำที่เกี่ยวกับการมองเห็นผิดเพี้ยนไปก็ลดน้อยลง และบางรายอาจมีแต่อาการนำของโรคไมเกรน แต่ไม่มีอาการปวดศีรษะก็เป็นได้ ซึ่งมักทำให้เกิดความสับสนกับภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะแต่ลักษณะที่ทำให้นึกถึงโรคไมเกรนชนิดที่ไม่ปวดศีรษะมากกว่า คือการที่อาการค่อยๆ เป็นมากขึ้นและการที่มีการกระจายของอาการจากส่วนหนึ่งไปยังส่วนอื่นของร่างกาย อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยโรคไมเกรนชนิดที่ไม่ปวดศีรษะนั้น แพทย์ต้องแยกโรคอื่นออกก่อน

การรักษา

การรักษาผู้สูงอายุที่เป็นโรคไมเกรนมักจะมีข้อจำกัดหลายประการ ดังนี้

  • ผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ที่ทำให้การจัดการกับยาที่ได้รับเข้าไปและผลการตอบสนองของร่างกายต่อยานั้น ไม่เหมือนคนหนุ่มสาว ทำให้การใช้ยาอาจเกิดผลข้างเคียงได้ง่ายและการตอบสนองต่อยาอาจเปลี่ยนแปลงไป
  • ผู้สูงอายุมีโรคร่วมที่ทำให้ไม่สามารถใช้ยาบางชนิดได้เหมือนคนหนุ่มสาว เช่น การใช้ยาบางชนิดเพื่อป้องกันอาการปวด อาจทำให้เกิดอาการ ออนเพลีย สับสน อาการต้อหินกำเริบ หรือปัสสาวะไม่ออก เป็นต้น
  • ผู้สูงอายุมักได้รับยารักษาโรคต่างๆ อยู่แล้วหลายชนิด ทำให้อาจเกิดปฏิริยาระหว่างยาได้ง่าย
  • โรคที่เกิดร่วมในผู้สูงอายุ อาจเป็นข้อจำกัดในการใช้ยาบางตัว
  • ยาที่ใช้รักษาโรคต่างๆ ในผู้สูงอายุ อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะหรืออาการปวดศีรษะของโรคไมเกรนหนักขึ้น เช่น ยาลดความดันโลหิตที่ขยายหลอดเลือด เช่น nifedipine หรือยา methyldopa อาจทำให้อาการปวดศีรษะกำเริบ

ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ควรเน้นการดูแลผู้ป่วยสูงอายุโดยไม่ใช้ยาก่อน หลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นให้อาการกำเริบ ผู้ป่วยควรมีกิจวัตรประจำวันในแต่ละวันที่สม่ำเสมอ เช่น การกินอาหาร การนอนหลับ หลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจกระตุ้นให้มีอาการปวดศีรษะมากขึ้น เช่นกาแฟ การรักษาด้วยการผ่อนคลายร่างกาย หรือคลายเครียด ก็จัดเป็นการรักษาที่ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อนำไปปฏิบัติ

การรักษาอาการปวดศีรษะไมเกรนโดยการใช้ยา สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

ยาระงับอาการปวด

  • ควรกินยาตั้งแต่เริ่มมีอาการปวดศีรษะไมเกรน เนื่องจากการให้ยาช้าไปอาจทำให้หายปวดช้าและอาจต้องได้รับยาซ้ำอีก
  • ส่วนยาพาราเซตามอล ยาแก้ปวดแก้อักเสบ (NSAIDs) เป็นยากลุ่มแรกที่ใช้ในผู้ป่วยโรคไมเกรนทั่วไป แต่การใช้ในผู้สูงอายุอาจมีผลข้างเคียง เช่น ปัญหาต่อตับและไตหรือเลือกในทางเดินอาหาร ส่วนยาแก้ปวดที่มีกาเฟอีนผสม อาจทำให้นอนไม่หลับ ว้าวุ่น และมือสั่น
  • ยากลุ่มโอพิออยด์ (Opioids) เป็นยาที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ป่วยสูงอายุ เนื่องจากอาจทำให้เกิดการกดประสาท ง่วงนอน และอาจมีผลต่อความสามารถของสมองในการคิดและจำ หรือทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ ท้องผูก และเสี่ยงต่อการติดยา
  • ถ้ามีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วยขณะที่มีอาการไมเกรน แพทย์อาจพิจารณายาแก้คลื่นไส้ร่วมด้วย แต่ต้องระวังว่าผู้สูงอายุอาจเกิดอาการพาร์คินสันและง่วงซึมจากยาได้

ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย คือ ผู้ป่วยบางรายกินยาแก้ปวดศีรษะไมเกรนเป็นประจำ จนทำให้เกิดอาการปวดศีรษะจากการใช้ยามากเกินไป โดยผู้ป่วยจะรู้สึกได้ว่าปวดศีรษะบ่อยและรุนแรงขึ้น และมักเริ่มเป็นตั้งแต่เช้าหลังตื่นนอน ซึ่งอาการดังกล่าวเกิดจากการกินยาแก้ปวดไมเกรนบ่อยจนติดเมื่อใดที่ระดับยาในร่างกายต่ำลงก็จะเกิดอาการปวดศีรษะขึ้น และต้องกินเพื่อเพิ่มระดับยาในร่างกาย อาการปวดจึงค่อยดีขึ้น

วิธีแก้ปัญหานี้ คือการหยุดยาแก้ปวดที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะจากการใช้ยามากเกินไปและควรปรึกษาแพทย์เพื่อหายาชดเชยในช่วงที่หยุดยาเหล่านั้น เนื่องจากช่วยงหยุดยาใหม่ๆ จะมีอาการปวดศีรษะค่อนข้างมาก

ยากลุ่มป้องกันไมเกรน

เนื่องจากการใช้ยากลุ่มแรก ได้ผลเฉพาะในการระงับอาการปวดแต่ความถี่และความรุนแรงอาการปวดไมเกรนยังคงเท่าเดิม ดังนั้นในกรณีที่มีอารการบ่อยครั้งหรือแต่ละครั้งรุนแรงและนาน อาจจำเป็นต้องกินยาป้องกันไมเกรน โดยยาจะช่วยลดความถี่ ระยะเวลา และความรุนแรงของอาการปวดลง แต่ยากลุ่มนี้ต้องกินเป็นประจำทุกวันตามแพทย์สั่ง ไม่ใช่กินเฉพาะเวลาปวด การให้ยาเพื่อป้องกันการเกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนในผู้สูงอายุใช้หลัก “เริ่มขนาดยาต่ำและเพิ่มขนาดยาอย่างช้าๆ” โดยเริ่มให้ยาจากขนาดต่ำๆ ก่อนและปรับขนาดยาช้าๆ เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน ยาในกลุ่มนี้มีหลายชนิด ผู้ป่วยแต่ละคนอาจเหมาะกับยาที่แตกต่างกันและตอบสนองต่อยาไม่เหมือนกัน ต้องอาศัยการปรับยาและดูอาการตอบสนอง ยาบางชนิดอาจใช้ได้กับผู้ป่วยรายหนึ่ง แต่ไม่เหมาะกับผู้ป่วยอีกราย เนื่องจากมีสภาพร่างกายและโณคร่วมที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์และติดตามอาการเป็นระยะ ไม่ควรเปลี่ยนแพทย์ที่รักษาบ่อย เนื่องจากจะทำให้ขาดความต่อเนื่องในการดูการตอบสนองต่อยาที่กินอยู่ในขณะนั้น

SPONSORED LINKS

About Articlekey

Check Also

อยากเริ่มเทรดทองแต่ไม่กล้า

🤜กลัวโดนกั๊กราค ...