โรคพาร์คินสัน

SPONSORED LINKS

โรคพาร์คินสัน เป็นโรคที่ส่วนใหญ่จะพบแต่ในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยมักเป็นในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี และพบมากขึ้นเมื่ออายุยิ่งมากแต่โดยเฉลี่ยแล้วในผู้ที่อายุ 50-55 ปีขึ้นไป จะพบโรคนี้ประมาณร้อละ 0.5-1

อาการของโรคพาร์คินสัน

โดยทั่วไปผู้ที่เป็นโรคนี้มักมีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากการที่มือสั่น ทำอะไรช้าลง เดินลำบาก ก้าวขาไม่ค่อยออกเวลาก้าวออกแล้ว ก็จะเดินก้าวเท้าสั้นๆ ซอยเท้าถี่ กลับตัวลำบากเวลาเดิน ไม่สามารถหยุดเดินได้ในทันที ทรงตัวลำบาก หลังคู้งออาจเกิดการหกล้มได้ง่าย เวลานอนจะพริกตัวลำบาก แขนขาเกร็งแข็ง จนบ่อยครั้งทำให้เกิดอาการปวดหรืออาจเกิดตะคริวขึ้นได้ การใช้มือไม่คล่องเหมือนที่เคย เช่น กลัดกระดุม เปิดฝาขวดน้ำ หรือเขียนหนังสือ ใบหน้าดูเฉยเมย ไม่ค่อยกะพริบตา พูดเสียงเบาลง การกลืนไม่คล่องเหมือนเดิม อาจน้ำลายไหลหรือสำลักง่ายขึ้น นอกจากอาการของแขนขาและการเคลื่อนไหวแล้วยังมีอาการของอวัยวะส่วนอื่นด้วย เช่นคิดช้าลลง ความจำไม่ดี อารมณ์ซึมเศร้า นอนหลับไม่สนิท ฝันบ่อย ท้องผูก

สาเหตุ

ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรคพาร์คินสัน แต่พบมากเมื่ออายุมากขึ้น และผู้ป่วยส่วนหนึ่งจะมีคนในครอบครัวที่เป็นโรคนี้ โดยพบว่าถ้ามีญาติสายตรงเป็นโรคนี้ โอกาสในการเป็นโรคจะเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า ปัจจุบันเชื่อว่าโรคนี้เกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมร่วมกับปัจจัยสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมที่ว่านี้อาจเป็นสารพิษ โรคติดเชื้อที่สมอง หรือสมองได้รับการกระทบกระแทกบ่อยๆ โรคนี้เกิดจากการลดลงของสารในสมองชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า “โดพามีน” จากการที่สมองส่วนที่ทำหน้าที่สร้างสารนี้ทำงานลดลง โดยจะเกิดขึ้นเองและเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด

อย่างไรก็ตาม อาการพาร์คินสันยังอาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้ สาเหตุที่พบบ่อยในผู้สูงอายุคือ การกินยาบางชนิด เช่น ยา แก้เวียนศีรษะ ยาแก้มึนงง ยาแก้อาเจียน ยารักษาความผิดปกติทางจิตบางชนิด ยากล่อมประสาท นอกจากนี้อาจเกิดจากความผิดปกติในสมองจากสาเหตุอื่นๆ เช่น หลอดเลือดสมองอุดตัน หลอดเลือดสมองแตก สมองขาดออกซิเจน สมองอักเสบ เนื้องอกสมอง โพรงสมองคั่งน้ำ หรือเคยได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะ

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยโรคนี้จะอาศัยการซักประวัติอาการและการตรวจร่างกายไม่จำเป็นต้องรวจเพิ่มเติมอื่นๆ การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองหรือตรวจคลื่นไฟฟ้าแม่เหล็กสมอง ไม่ช่วยในการวินิจฉัยโรค โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องทำ ยกเว้นในกรณีที่มีอาการไม่จำเพาะต่อโรคพาร์คินสันมาก และเพทย์สงสัยว่าอาจเป็นพาร์คินสันชนิดที่มีสาเหตุ

การดูแลรักษา

การรักษาภาวะนี้ต้องดูที่สาเหตุเป็นหลัก เช่น ถ้าเกิดจากยาก็ต้องหยุดยาชนิดนั้น เมื่อหยุดยาที่เป็นสาเหตุ อาการพาร์คินสันก็จะดีขึ้นภายในไม่กี่วัน ในบางรายที่เกิดจากการทำงานของสมองส่วนที่สร้างสาร “โดนพามีน” ลดลงอย่างไม่มีสาเหตุ จัดเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาหายขาดได้ แต่การจะรักษาให้ได้ผลดี ผู้ป่วยต้องมารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นโรคประจำตัวที่ต้องกินยาไปตลอด และแพทย์ต้องปรับยาตามการเปลี่ยนแปลงของอาการผู้ป่วยเป็นระยะๆ

การพิจารณารูปแบบของการรักษา แพทย์จะพิจารณาหลายประเด่น เช่น ความรุนแรงของอาการ อายุของผู้ป่วย โรคร่วมต่างๆ อาการทางจิตประสาทและความจำ ตลอดจนผลข้างเคียงจากยา ดังนั้นผู้ป่วยแต่ละรายอาจได้รับการรักษาที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นกับประเด็นต่างๆ ข้างต้น

การรักษาทั่วไป

ผู้ที่เป็นโรคพาร์คินสันควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยในเรื่องการเคลื่อนไหว เช่น การเดิน การฝึกการใช้แขนและมือ การฝึกการสูดหายใจ การออกกำลังกายโดยการแอ่นหลัง การฝึกก้มเงยและเอียงหมุนคอ การออกกำลังทำให้กล้ามเนื้อมีกำลังที่ดีและข้อไม่ยึดติด ฝึกทำกิจวัตรประจำวันอย่างระมัดระวัง เพื่อลดโอกาสการเกิดปัญหาแทรกซ้อนจากโรค ในกรณีที่ยังเดินได้ไม่คล่อง อาจจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน หรือมีคนประคอง เพื่อป้องกันการหกล้ม การเดิมข้ามถนนจะต้องระมัดระวัง เนื่องจากความเร็วในการก้าวขาไม่เท่าเดิม และอาจมีอาการหยุดนิ่งขยับไม่ได้กะทันหันขณะข้ามถนน ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ การขับรถก็ต้องระวังมากเนื่องจากปฏิกิริยาในการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินช้าลง การเอี้ยวคอทำได้น้อยลง การประสานงานระหว่างแขนและขาไม่ดี และการกลอกตาทำได้ไม่เต็มที่เหมือนคนปกติ ผู้ที่เป็นโรคนี้ควรกินอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูง ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันอาการท้องผูก ถ้ามีปัญหาท้องผูกมาก อาจกินยาระบายอ่อนๆ

การรักษาด้วยยา

ยาที่ใช้รักษาโรคพาร์คินสันมีหลายชนิด ผู้ที่เป็นโรคนี้อาจได้รับยาต่างชนิดกันหรือคนละขนาด และอาจกินคนละเวลากัน การพิจารณาใช้ยาชนิดใด มากน้อยเพียงใด และเมื่อใด ขึ้นอยู่กับอาการเด่น โรคอื่นๆ ที่ผู้ป่วยมีร่วม และอายุของผู้ป่วย การรักษามักจะใช้ยาที่ทดแทนสารโดพามีน (ได้แก่ยาในกลุ่มลีโวโดปา) ยาที่ออกฤทธิ์เหมือนสารโดพามีน และยาที่ช่วยเสริมฤทธิ์ยากลุ่มลีวีโดปา เพื่อให้ออกฤทธิ์ได้นานและระดับยาไม่แกว่งมาก (เช่น COMT inhibitor) ตลอดจนยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ที่ทำลายสารโดพามีนในสมอง ทำให้มีระดับพามีนเหลืออยู่ในสมองมากขึ้น โดยส่วนใหญ่อาการเกร็งแข็งและเชื่องช้าจะตอบสนองดีต่อยากลุ่มทดแทนโดพามีน แต่อาการสั่นจะตอบสนองน้อยกว่า ยาที่ลดอาการสั่นได้ดีคือยา กลุ่มต้านโคลิเนอร์จิก (anticholinergics) แต่ยากลุ่มนี้อาจไม่เหมาะถ้าผู้ป่วยมีอายุมากหรือมีปัญหาเรื่องความจำ เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการสับสน ความจำลดลง และอาจทำให้ปัสสาวะไม่ออก ดังนั้นการจะเลือกใช้ยาใด แพทย์มักพิจารณาจากอาการและสภาพของผู้ป่วย

การรักษาด้วยการผ่าตัด

ในกรณีที่รักษาไม่ได้ผล และผู้ป่วยมีอาการมากในช่วงหลังจากเริ่มเป็นโรคพาร์คินสันหลายปี เช่น มีอาการยุกยิก แขนขาขยับคล้ายรำละครอยู่ตลอดเวลา (dyskinesia) ที่ปรับยาแล้วไม่ได้ผล หรือมีช่วงที่แข็งเกร็งขยับได้น้อยเป็นเวลานาน อาจต้องใช้การรักษาด้วยการผ่าตัดสมอง โดยฝังตัวกระตุ้นไปที่เนื้อสมอง เพื่อให้ออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของสมองบริเวณดังกล่าว การผ่าตัดดังกล่าวไม่ได้ทำให้โรคพาร์คินสันหายไป แต่ทำให้อาการดีขึ้นและช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การรักษาโดยการผ่าตัดอาจมีโอกาสเสี่ยงเล็กน้อยต่อการติดเชื้อ หลอดเลือดสมองตีบ หรือเลือกออกในสมอง ดังนั้นแพทย์จะพิจารณาผ่าตัดในกรณีที่รักษาด้วยยาแล้วไม่ได้ผลจริงๆ

การรักษาภาวะอื่นๆ ที่พบร่วม

นอกเหนือจากความผิดปกติในการเคลื่อนไหว ที่มีอาการสั่น เกร็งแข็ง เคลื่อนไหวช้า เดินไม่คล่อง ผู้ป่วยยังมักมีปัญหาอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น น้ำลายไหล ระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติ ทำให้ความดันโลหิตลดลงเมื่อลุกนั่งหรือยืน ท้องผูก อวัยวะเพศไม่แข็งตัว กล้ามเนื้อเป็นตะคริว ปวดเกร็ง การนอนหลับผิดปกติ ซึมเศร้า ประสาทหลอนและสมองเสื่อม ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านี้ อาจเกิดจากโรคพาร์คินสันเอง หรือเกิดจากยาที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วย โดยหากมีอาการต่างๆ เหล่านี้ ผู้ป่วยและญาติ ควรแจ้งให้แพทย์ผู้ดูแลรู้ เพื่อรับคำแนะนำ ปรับยา และการดูแลต่างๆ ต่อไป

SPONSORED LINKS

About Articlekey

Check Also

Kin ประกาศโครงการพัฒนาระบบนิเวศ Kin

เมื่อปีพ. ศ. 25 ...