เวียนศีรษะ

SPONSORED LINKS

อาการเวียนศีรษะ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ แต่บางคนก็เริ่มเป็นตั้งแต่อายุไม่มากนัก ทำให้มีอาการเวียนศีรษะ เป็นๆ หายๆ อาจรู้สึกเหมือนบ้านหมุน โคลงเคลง คลื่นไส้ หรืออาเจียน บางครั้งเป็นมาก อาจต้องนอนนิ่งๆ หลับตา ถ้าลืมตาหรือพลิกตัวอาจมีอาการเวียนศีรษะมากขึ้นทันที

ระบบต่างๆ ที่มีผลต่อการทรงตัว

ปกติการควบคุมการทรงตัวของร่างกายไม่ให้โคลงเคลงหรือเซ จะต้องประกอบไปด้วยระบบต่างๆ ที่ดี ดังต่อไปนี้

  • อวัยวะทรงตัวในหูชั้นใน เป็นอวัยวะรูปครึ่งวงกลม ตั้งฉาก ซึ่งกันและกัน มีขนาดเล็กมาก ทำหน้าที่รับรู้การเคลื่อนไหวของศีรษะทุกทิศทาง
  • การมองเห็น จะคอยปรับการรับรู้สิ่งแวดล้อมโดยภาพที่เห็น
  • ระบบประสาท ได้แก่ ระบบประสาทรับความรู้สึกที่จะรับรู้ว่าขณะนี้ร่างกายกำลังอยู่ในท่าทางใด ตลอดจนสมองน้อยซึ่งควบคุมการทรงตัวของร่างกาย
  • ระบบกล้ามเนื้อและข้อต่อ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของผู้สูงอายุที่ให้การทรงตัวไม่ดี เช่น ข้อเข่าเสื่อมหรือโก่งผิดรูป กระดูกสันหลังโก่งหรือเอียง

ผู้สูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลงของระบบเหล่านี้ จากอายุที่มากขึ้นทำให้มีการเสื่อมสภาพของอวัยวะทรงตัวในหูชั้นใน การมองเห็นที่ลดลงจากโรคตาต่างๆ เช่น ต้อกระจกหรือต้อหิน ระบบประสาทรับรู้เริ่มทำงานลดลง กล้ามเนื้อและข้อต่อมีปัญหา เช่น มีโรคข้อเสื่อม จึงทำให้การทรงตัวไม่ดี

ปัจจัยอื่นที่ทำให้ผู้สูงอายุเสียการทรงตัวเร็วขึ้น

  • โรคที่มีผลต่อระบบไหลเวียนเลือด ทำให้เกิดการตีบของหลอดเลือดเลือดจึงไหลไปเลี้ยงอวัยวะทรงตัวหูชั้นในได้ไม่ดี หรือไปเลี้ยงสมองซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการทรงตัวไม่เพียงพอ ตัวอย่างโรคเหล่านี้ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ
  • โรคที่มีผลต่อการทำงานของระบบประสาทรับความรู้สึก ทำให้ระบบประสาทไม่สามารถรับความรู้สึกได้ว่า ร่างกายกำลังอยู่ในท่าทางใด เช่น โรคเบาหวาน โรคไตวาย
  • โรคที่มีผลต่อกล้ามเนื้อและกระดูก ซึ่งจะทำให้การทรงตัวแย่ลงแต่ไม่มีอาการเวียนศีรษะ เช่น ข้อเสื่อมหรือเคยกระดูกหักมาก่อน
  • โรคหูต่างๆ อาจทำให้หูทำงานแย่ลง เช่น โรคหูน้ำหนวก โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน
  • โรคอื่นๆ เช่น โลหิตจาง โรคต่อมไทรอยด์

การดูแลรักษา

ก่อนอื่นต้องหาสาเหตุของอาการเวียนศีรษะว่าเกิดจากอะไร โดยไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ในบางรายอาจต้องตรวจอย่างอื่นเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือด ตรวจหูและการได้ยิน ตรวจเอกซเรย์สมอง ซึ่งต้องแล้วแต่ผู้ป่วยแต่ละรายไป

สำหรับผู้สูงอายุที่มีอาการเดินเซ เวียนศีรษะ หรือมึนงง ไม่ควรให้นั่งหรือนอนเพียงอย่างเดียว ควรให้เดินและทำกิจวัตรประจำวันด้วย โดยต้องมีญาติคอยดูแลอย่างใกล้ชิดและช่วยเหลือเป็นบางครั้ง แต่ไม่ต้องช่วยพยุงเดินตลอดเวลา เพราะอาจจะทำให้ผู้สูงอายุไม่สามารถเดินเองได้อีกต่อไป

สำหรับการรักษาประกอบไปด้วยการรักษา 4 วิธีใหญ่ คือ

  • การใช้ยา ซึ่งยาที่ใช้มีหลายชนิดด้วยกัน ข้อควรระวังสำหรับการใช้ยาเหล่านี้คือ ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้การปรับตัวตามธรรมชาติเพื่อลดอาการเวียนศีรษะ ถูกกดโดยยา ทำให้มีอาการเวียนศีรษะเรื้อรัง นอกจากนั้นบางครั้งยาเหล่านี้ อาจทำให้ผู้สูงอายุง่วงซึม เกิดอาการแข็งเกร็งและสั่น เหมือนที่พบในผู้ป่วยโรคพาร์คินสันได้
  • การผ่าตัด ใช้ในผู้ป่วยส่วนน้อยและเป็นโรคที่แพทย์พิจารณาแล้วว่าการผ่าตัดจะทำให้อาการดีขึ้น
  • จัดศีรษะเพื่อให้หินปูนในหูชั้นในกลับเข้าที่ (Epley maneuver) วิธีนี้ใช้ในกรณีที่เป็นโรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน ซึ่งจะเกิดอาการเวียนศีรษะทันทีเมื่อเปลี่ยนท่าทาง เช่นล้มตัวลงนอนหรือพลิกตะแคงตัว โดยแต่ละครั้งจะมีอาการเพียงไม่กี่วินาที
  • การทำกายบริหาร เป็นสิ่งที่มักจะไม่ได้ทำและถูกมองข้ามไป ซึ่งการทำกายบริหารจะลดอาการเวลาเกิดการเวียนศีรษะและทำให้หายเร็วขึ้นใช้ในกรณีที่เป็นมานานเกิน 1-2 เดือน การทำกายบริหารนี้ หมายถึงการทำกายบริหารสายตาและกล้ามเนื้อคอ การทำกายบริหารในท่าที่ลดอาการเวียนศีรษะและการทำกายบริหารทั่วไป ซึ่งจะต้องทำครั้งละอย่างน้อย 15-30 นาทีขึ้นไป ทำบ่อยๆ วันละกี่ครั้งก็ได้ แต่ต้องรอประมาณ 1-2 สัปดาห์ขึ้นไป จึงจะเห็นผล

นอกจากนี้การรักษาตามอาการ เช่น หากมีอาการคลื่นไส้อาเจียน แล้วได้รับยาระงับอาการอาเจียน ควรระวังเรื่องของการหกล้มระหว่างที่มีอาการด้วย

SPONSORED LINKS

About Articlekey

Check Also

Kin ประกาศโครงการพัฒนาระบบนิเวศ Kin

เมื่อปีพ. ศ. 25 ...