โรคความดันโลหิตสูง

SPONSORED LINKS

เมื่อใดจะเรียกว่าเป็น โรคความดันโลหิตสูง ผู้ที่มีความดันซีสโตลิก (ตัวบน) ตั้งแต่ 140 มิลลิเมตรปรอท ขึ้นไป และความดันไดแอสโตลิก (ตัวล่าง) ตั้งแต่ 90 มิลลิเมตร ปรอทขึ้นไป ในผู้ป่วยสูงอายุอาจมีแต่ความดันซีสโตลิก (ตัวบน) สูงโดยที่ความดันไดแอสโตลิก(ตัวล่าง) ไม่สูงก็ถือว่าเป็นความดันโลหิตสูงเช่นกัน สำหรับในปัจจุบัน เกณฑ์ในการรักษาความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุ คือ 150 มิลลิเมตรปรอท (ตัวบน) และ 90 มิลลิเมตรปรอท (ตัวล่าง) โดยเฉพาะในผู้ที่อายุมากกว่า 80 ปี เนื่องจากพบว่า การควบคุมระดับความดันโลหิตจนต่ำเกินไป เช่น ประมาณ 100 มิลลิเมตรปรอทลงไป ทำให้โอกาสเกิดหกล้มและเสียชีวิตมีมากขึ้น

พบบ่อยแค่ไหน

ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง พบประมาณร้อยละ 50 ของผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไป และพบร้อยละ 25 ของวัยกลางคน ถึงแม้คนไทยในปัจจุบันจะมีความตื่นตัวในเรื่องความดันโลหิตสูงดีขึ้น เมื่อเทียบกับสมัยก่อน คนที่ความดันโลหิตสูงสามารถควบคุมระดับความดันได้ดีขึ้นตามเป้าหมาย แต่ก็ยังไม่นับว่าเป็นสัดส่วนที่สูงจนน่าพอใจ ผู้ชายคุมระดับความดันโลหิตได้เพียงร้อยละ 14 ผู้หญิงคุมได้ร้อยละ 27 ซึ่งในคลินิกเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง อาจมีการคุมได้ตามเป้าหมายสูงมากกว่าที่อื่น แต่ก็ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของผู้ป่วย และส่วนใหญ่ยังใช้ยาไม่สม่ำเสมอตามที่แพทย์แนะนำ

สาเหตุ

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคความดันโลหิตสูง แต่พบในผู้ที่มีประวัติครอบครัว พ่อ แม่ หรือพี่น้องสายตรงเป็นโรคความดันโลหิตสูง สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทราบคือน้อยกว่าร้อยละ 10 ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง มีสาเหตุมาจากโรคไต โรคความผิดปกติของหลอดเลือด ระบบการไหลเวียนเลือด และโรคความผิดปกติของระบบฮอร์โมน ในปัจจุบัน ปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรความดันโลหิตสูงได้แก่ ปัจจัยเสี่ยงด้านการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การกินอาหารมากเกินไปและอาหารเค็มจัด ซึ่งพบว่าผู้ที่มีความดันโลหิตสูงกินอาหารเเค็มเกินเกณฑ์ถึง 3 ใน 4 คน มีน้ำหนักตัวเกิน ขาดการออกกำลังกาย ดื่มเหล้าและสูบบุหรี่จัดรวมถึงภาวะจิตใจและอารมณ์เครียด

อาการ

ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงอาจไม่มีอาการอะไรเลย จึงทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดว่าตนเองไม่น่าจะมีความดันโลหิตสูง แต่บางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ มึนงง ตาพร่า เหนื่อยง่าย หรือนอนไม่หลับ (อาการดังกล่าวไม่จำเพาะสำหรับโรคความดันโลหิตสูง)

อันตรายจากโรคความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูง (มากกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท) ทำให้หัวใจและหลอดเลือดต้องทำงานหนักขึ้นมีผลกระทบต่ออวัยวะอื่น ดังนี้

  • สมอง หลอดเลือดนำเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้เนื้อสมองบางส่วนตาย ทำให้เป็นอัมพาตหรือเส้นเลือดสมองแตก หรือมีเลือดออกในสมอง ทำให้เป็นอัมพาตหรือเสียชีวิตได้ทันที
  • หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ เกิดการตีบหรืออุดตัน ทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง กล้ามเนื้อหัวใจตาย และภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน
  • ไต หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตตีบตัน การทำงานของไตเสื่อมลง และเกิดไตวายได้
  • ตา หลอดเลือดที่จอประสามตาเสื่อม

ในการวัดความดันโลหิตสูง ควรเตรียมตัวดังนี้

  • ในช่วง 30 นาทีก่อนตรวจวัดความดันโลหิต ต้องไม่ดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ออกกำลังกาย และไม่โกรธหรือมีอารมณ์รุนแรง
  • เมื่อไปถึงสถานที่ตรวจ ควรนั่งพักประมาณ 5-10 นาทีก่อนวัดความดันโลหิต หากปวดปัสสาวะควรปัสาวะก่อนวัดความดันโลหิต
  • วัดความดันอย่างน้อย 3 ครั้งในการมาตรวจ 2 ครั้ง เพื่อความแม่นยำในผลการตรวจ
  • ไม่ควรพูดคุยขณะกำลังวัดความดันโลหิต
  • ในผู้สูงอายุควรวัดความดันโลหิตทั้งท่านอนและท่ายืน เนื่องจากผู้สูงอายุบางคนมีความดันโลหิตลงเมื่อลุกยืน

การปฏิบัติตัว

  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่เกณฑ์มาตรฐาน ถ้ามีน้ำหนักตัวมากเกินไปควรลดน้ำหนัก โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่มีพลังงานสูง เช่น อาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาล ขนมหวาน น้ำอัดลม
  • ควบคุมอาหาร โดยเลือกบริโภคอาหารประเภทผักและผลไม้มากๆ นมและผลิตภัณฑ์จากนมชนิดพร่องมันเนยหรือชนิดไขมันต่ำ พยายามหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม เชช่น อาหารแพรรูปหรือผ่านการถนอมอาหาร ได้แก่ อาหารกระป๋องทุกชนิด อาหารหมักดอง หรืออาหารกึ่๋งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่ โจ๊ก ข้าวต้น ซุบต่างๆ ทั้งชนิดก้อนและชนิดซอง ฯลฯ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เลือกการออกกำลังกายชนิดที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นจังหวะอย่างต่อเนื่องและทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น เช่น การเดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน กระโดดเชือก เต้นแอโรบิก โดยให้เริ่มออกกำลังกายเบาๆ ก่อนเสมอ อย่าหักโหม ระยะเวลาการออกกำลังกายก็ต้องค่อยๆ เพิ่มขึ้นในแต่ละครั้ง จนได้ประมาณ 30 นาที ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์
  • ทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียด พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ไม่สูบบุหรี่ ยาเส้น ซิการ์ หรือไพป์ หากสูบอยู่แล้วควรพยายามเลิก
  • ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอออล์ หรือหากจะดื่มก็ควรจำกัดปริมาณให้รวมทุกประเภทไม่เกิน 1 แก้วต่อวัน
  • กินยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ พบแพทย์ตามนัด เพื่อตรวจวัดความดันโลหิตเป็นระยะๆ ห้ามหยุดยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เนื่องจากโรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรัง ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ไม่ควรซื้อยากินเองโดยไม่ตรวจวัดความดันโลหินหรือไม่ได้ พบแพทย์ และไม่ควรเปลี่ยนสถานที่รักษาบ่อยๆ
  • ถ้าเป็นไปได้ อาจวัดความดันโลหิตที่บ้าน เนื่องจากจะช่วยให้แพทย์ดูแลรักษาได้ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น
SPONSORED LINKS

About Articlekey

Check Also

อยากเริ่มเทรดทองแต่ไม่กล้า

🤜กลัวโดนกั๊กราค ...